วันศุกร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ปลาริวกิว


   "ปลาริวกิว" นั้นมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า "ปลาเรียวเซียว" ครับ  เป็นปลาน้ำเค็มที่คนไทยส่วนมากชอบนำเนื้อมันมาทำแดดเดียวแล้วปรุงรสให้ออกหวานก่อนจะวางจำหน่ายเป็นแผ่นๆกินกับข้าวต้มอร่อยเหาะกันไปเลย  ส่วนไข่ปลาเรียวเซียวนั้นจะมีลักษณะเป็นเม็ดใสๆรวมกันเป็นกระจุกนิยมนำไปใส่ในก๋วยเตี๋ยวซึ่งจะได้รสอร่อยเคี้ยวมันไปอีกแบบ  

                                         ฝักไข่ปลาริวกิว

      แต่ถ้าคนแม่กลองหรือชาวทะเลจะชอบส่วนหัวและไข่มากกว่า แต่ถ้าดูไม่เป็นก็จะโดนคนขายหลอกเหมือนกันโดยการนำปลา "ตุกัง" ซึ่งเหมือนกันแทบทุกอย่างแต่ต่างกันแค่ทีสี สีของปลา "ตุกัง" จะมีสีเข็มกว่าปลา "ริวกิว" และเนื้อไม่อร่อยแถมยังคาวมากกว่าอีกต่างหาก คล้ายๆกับปลาดุกด้านกับปลาดุกอุยนั่นแหล่ะ

                                                 ไข่ปลาริวกิว
   โดยเรื่องอีกอย่างที่น่าสนใจคือเวลาผสมพันธุ์นั้นพอปลาตัวผู้ฉีดน้ำเชื้อใส่ไข่เสร็จปุ๊ปตัวเมียก็จะปล่อยใข่พวกนั้นไว้ในปากของปลาตัวผู้ครับ  จากนั้นพ่อปลาตัวผู้จะอมไข่เอาไว้จนถึงเวลาที่ฟักเป็นตัวนั่นเอง  เวลาซื้อปลาริวกิวแดดเดียวกรุณาโปรดระวัง!!  เพราะมักมีพ่อค้าหัวเสนำ "ปลาปั๊กเป้า" ซึ่งมีราคาถูกกว่ามาทำริวกิวปลอมแล้วหลอกขาย  ซึ่งปั๊กเป้านั้นถ้าคนทำไม่มีความชำนาญก็อาจจะหลงเหลือพิษของปลาอยู่ในเนื้อจนส่งผลร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตต่อผู้กินได้ครับ

                                        แกงหัวปลาที่มีทั้งเหงือกและไข่



"ปลาเรียวเซียว" พอเอ่ยชื่อปุ๊บ ทุกคนก็รู้จักปั๊บ ก็จะไม่ให้รู้จักได้อย่างไรเล่า แกงส้มไข่ปลาเรียวเซียวน่ะ โคตรแพงเชียว คิดว่าน่าจะเป็นแกงส้มที่แพงที่สุดในบรรดาแกงส้มทั้งปวงนะ เอาละๆๆ เดี๋ยวจะบอกวิธีแกงส้มปลาเรียวเซียวให้อร่อยนะ ตอนนี้มารู้จักเจ้าปลาเรียวเซียวนี้กันก่อน ปลาเรียวเซียว มีรูปร่างลักษณะคล้ายๆๆปลากด แต่ตัวจะใหญ่กว่าปลากดมาก ปลาชนิดนี้ชอบอาศัยอยู่ตามโขดหิน แต่ปัจจุบันหาไม่ค่อยพบแล้ว โดยเฉพาะทะเลชายฝั่งน่ะหาแทบไม่เจอเลย จะเป็นด้วยเหตุใดไม่ทราบได้ หรือจะเกิดจากน้ำทะเลชายฝั่งปนเปื้อนมาก หรือมนุษย์กวนใจ ไม่อยากจะคาดเดา แต่ที่แน่ๆๆ ต้องเรืออวนลากใหญ่ๆถึงจะได้ปลาพวกนี้เข้ามาขาย เรือเล็กๆน่ะถ้าออกไปตกปลาแถวเกาะก็น่าจะได้อยู่นะ แต่ไม่มากหรอก สมัยเราเด็กๆน่ะปลาพวกนี้ก็อยู่ไม่ไกลจากบ้านเราหรอก พ่อกับพี่ชายเราก็จับโป๊ะได้บ่อยๆๆ เราเรียกปลาชนิดนี้ว่า"ปลาเซียว" มาตั้งแต่เด็กแล้ว แต่ปัจจุบันนี้ใครๆๆก็เรียกว่า"ปลาเรียวเซียว"น่าจะเป็นชื่อ ทางวิชาการละมั๊ง.... ไม่อยากคาดเดากลัวผิด เอาละๆๆเจ้าปลาเรียวเซียวนี้น่ะไม่มีเกล็ดหรอกนะ ผิวหนังก็จะเป็นสีน้ำตาลปนแดงสวยเชียว แต่ยังไงๆๆส่วนท้องก็ยังขาวเป็นมุกเชียวนะ





    ปลาชนิดนี้มีเมือกห่อหุ้มผิวหนังเมือกนี้จะมากและหนาหน่อย และจะมีเงี่ยงเหมือนปลากดนั่นแหละ เนื้อจะเป็นสีชมพูแดง ปลาชนิดนี้ส่วนหัวจะรับประทานได้และอร่อยมากด้วย เขามักจะใช้แกงส้ม เพราะคาวแรงต้องใช้น้ำพริกช่วยดับเดี๋ยวจะบอกเคร็ดลับการแกงส้มให้นะ สำหรับไข่น่ะ เป็นเม็ดใหญ่ รวมกัน
อยู่ในรังไข่ซึ่งห่อหุ้มไข่ไว้ทั้งหมดรวมสองรังคู่กัน ไข่ปลาเรียวเซียว มีราคาแพงมาก เราเคยถามแม่ค้าบอกว่าไข่สวยๆๆราคาตกกิโลกรัมละเกือบ500 บาทเชียว โอ้.....แม่จ้าว...อะไรกันนี่้ ไข่ทองคำรึไงจ๊ะ เอาละๆๆถึงแพงอย่างไรก็จะกินก็แล้วกัน ก็มันอร่อยนี่ ตัดใจซื้อจริงๆๆนะ




   การดูปลาเรียวเซียวว่าสดหรือไม่ ก็ดูจากตัวปลานั่นแหละผิวหนังลื่นมัน ไม่ถลอก ตาปลาจะมีสีสดใสไม่ขุ่น เหงือกจะเป็นสีแดงสดเนื่องจากปลาชนิดนี้ตัวมักจะใหญ่ แม่ค้าเลยต้องทำการแล่เนื้อตัดขายกัน
ขายได้ทั้งตัวเลยละ ส่วนที่ทิ้งน่ะน้อยมาก วิธีทำก็ไม่ยากเท่าไหร่ ก่อนอื่นสับเงี่ยงแข็งๆแหลมคมทิ้่งไปก่อนนะ เดี๋ยวมันจะตำเอา จากนั้นก็ตัดหัวส่วนหัวนั้นผ่าออกสองซีก ล้างให้สะอาดแล้วสับเป็นชิ้นๆๆ ใหญ่หน่อยนะเราชอบกินตรงปากน่ะอร่อยที่สุด สำหรับเหงือก ถ้าล้างเมือกออกให้หมดสะอาดดีก็กินได้ด้วยนะ ส่วนตัวปลาก็แล่เนื้อออกด้านนึง อีกด้านนึงจะติดกับกระดูกกลางตัว จากนั้นเราก็หั่นปลาเป็นชิ้นๆ พอประมาณนะถ้าปลาตัวใหญ่มากชิ้นหนึ่งก็แบ่งสองได้ สำหรับพุงปลาเราก็ขูดเศษอาหารออกเอาพุงไว้ สำหรับไข่ระมัดระวังสักนิดเอามีดเฉือนเยื่อเหนียวๆๆให้ขาดออกจากใส้ปลาแล้วเก็บไว้ทั้งพวงนั่นแหละ พวงใข่จะใหญ่ 



                                         นี่คือส่วนหัวของปลาริวกิว

   คนที่อื่นมาทำการค้าอยู่มาก น้ำพริกแกงส้มที่อื่นเขาจะใส่กระชาย บ้านเราไม่ใส่แน่ เรามีแค่พริกแห้ง หัวหอม กะปิเท่าน้้น ไปหาซื้อจากแม่ค้าในตลาดได้แต่ต้องเลือกคนศรีราชาตำนะจะได้น้ำพริกแกงส้มต้นตำรับแท้ผักที่ใช้จะใช้ผักอะไรก็ได้ แต่ถ้าจะให้ถูกกันและอร่อยดั้งเดิมเราจะแกงส้มใส่มะเขือถ้วย มะเขือถ้วยก็คือมะเขือลูกโตสีขาวและอ่อนด้วยนะแก่ไม่เอาหรือบางทีก็แกงใส่หน่อไม้ดอง ปัจจุบันคนไม่นิยมกินหน่อไม้ดองมากนักนี่คือผักที่เราใช้แกงส้มกับปลาเรียวเซียว


   เดี๋ยวนี้ตามร้านอาหารเขาจะใส่ยอดมะพร้าว และก็ผักกะเฉดกัน ก็ O.K. นะใช้ได้ ส่วนผักอื่นๆก็ขอ
บอกว่าไม่เข้ากันละลดความอร่อยลงนะ แกงส้มปลาเรียวเซียวต้องใช้น้ำมะกรูดไม่ใช้น้ำมะขามเปียกหรอกนะ เพราะน้ำมะกรูดน่ะทั้งหอมและดับกลิ่นคาวได้ชะงัดนัก ใส่ใบมะกรูดฉีกด้วยนะเวลาแกงน่ะ เห็นไม๊ดับกลิ่นคาวปลาแทบทั้งนั้น คนแกงไม่เป็นเขาก็จะใช้อะไรเรื่อยเปื่อยไปสักว่าเป็นแกงส้มก็ใช้ได้แล้วละ สำหรับเราเห็นมะกรูดลูกโตที่ไหนไม่ได้ละต้องซื้อเก็บไว้ใส่แกงส้มปลาเรียวเซียวทุกที บางครั้งแม่ค้าถามว่าเอาไปสระผมหรือก็ต้องพยักพเยิดกันไป ใครจะรู้ล่ะว่าเอาไปใส่แกงส้มกินน่ะ ผิวมะกรูดยังใช้วางในห้องน้ำ หรือในตู้เย็น ดับกลิ่นได้อีก เยี่ยมจริงๆๆ เอาละอย่าเพิ่งเบือหน่ายนะ มาตั้งน้ำละลายพริกแกงส้มลงไปตั้งไฟให้เดือดพล่านจากนั้นก็ใส่หัวปลาลงไปก่อนเพราะสุกช้า



   เมื่อเดือดสักพักก็ใส่เนื้อปลาลงไป พอเดือดพล่านอีกครั้งใส่มะเขือ หรือหน่อไม้ดอง ตามด้วยน้ำมะกรูด น้ำปลาดี ใบมะกรูด เดือดพล่านใส่ใข่ปลาลงไปทั้งพวงนั่นแหละพอเดือด ค่อยเอาทับพีคนเบาๆ ระหว่างใส่ปลาห้ามคนนะจะคาวแล้วชิมดูรสตามชอบแล้วก็ยกลง... 






ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:

http://www.bloggang.com





ปลาหมอทะเล



ปลาหมอทะเล (อังกฤษ: Giant grouper, Queensland grouper) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Epinephelus lanceolatus ในวงศ์ปลากะรัง (Serranidae) มีลักษณะโดยทั่วไปคล้ายคลึงกับปลาชนิดอื่นที่อยู่ในวงศ์เดียวกัน มีหัวค่อนข้างโต ปากกว้าง ตาเล็ก ครีบหลังมีก้านครีบแข็งอยู่ตอนหน้าตามด้วยก้านครีบแข็งและต่อด้วยครีบอ่อนเช่นเดียวกัน ครีบหางค่อนข้างใหญ่เป็นรูปกลมมน ลำตัวสีเทาอมดำ เมื่อยังเล็กอยู่ ตามลำตัวมีลายสีเหลืองสลับทั่วไป โดยเฉพาะบริเวณครีบต่าง ๆ
ปลาหมอทะเลเป็นปลาในวงศ์ปลากะรังที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีความยาวเต็มที่ได้ถึง 2.5 เมตร น้ำหนักหนักถึง 400 กิโลกรัม ถือเป็นปลาที่พบได้ในแนวปะการังที่มีขนาดใหญ่ที่สุด
เป็นปลากินเนื้อ มีพฤติกรรมกินอาหารโดยการฮุบกลืนเข้าไปทั้งตัว อาจจะกินปลาฉลามขนาดเล็กหรือเต่าทะเลวัยอ่อนได้ ฟันในปากมีขนาดเล็ก เป็นปลาที่สายตาไม่ดี ออกหากินในเวลากลางคืน แม้จะเป็นปลาที่มีขนาดใหญ่แต่มีนิสัยไม่ดุร้าย เวลาขู่จะแสดงออกด้วยการพองครีบพองเหงือกคล้ายปลากัด ในธรรมชาติมักอาศัยอยู่ตามซากโป๊ะ หรือกองหินใต้น้ำ โดยว่ายน้ำไปมาอย่างเชื่องช้า หรือลอยตัวอยู่นิ่ง ๆ พบในระดับความลึกตั้งแต่ 4-100 เมตร
พบอาศัยอยู่ในทะเลเขตอบอุ่นในแถบอินโด-แปซิฟิก, ออสเตรเลียทางตอนเหนือ จนถึงอ่าวเปอร์เซีย นิยมบริโภคด้วยการปรุงสดเหมือนปลาในวงศ์นี้ชนิดอื่น ๆ
และด้วยความใหญ่โตของร่างกาย ปลาหมอทะเลจึงมักนิยมเลี้ยงในตู้ขนาดใหญ่หรือในอุโมงค์ของพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำต่าง ๆ ทั่วโลก เช่น พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ทางทะเล ภายในมหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี เป็นต้น และนิยมเลี้ยงลูกปลาขนาดเล็กในน้ำจืดเหมือนปลาสวยงามทั่วไปด้วย แต่ทว่าก็จะเลี้ยงได้เพียงระยะหนึ่งเท่านั้น เมื่อโตขึ้น หากยังเลี้ยงในน้ำจืดอยู่ ปลาก็จะตายในที่สุด
ปลาหมอทะเล (Giant Grouper)
          ปลาทะเลที่เราบริโภคกันเป็นอาหาร และเป็นที่รู้จักกันดีชนิดหนึ่งคือปลาเก๋า หรือปลากะรัง ซึ่งมีอยู่มากมายหลายสิบชนิด ส่วนใหญ่อาศัยอยู่บริเวณปากน้ำ ริมชายฝั่งทะเลและเกาะแก่งต่างๆ ขนาดเฉลี่ยโดยทั่วไปไปมีขนาดใหญ่สุดอาจยาวถึง 3 เมตร ปลาเก๋าชนิดนั้นคือ “ปลาหมอทะเล”
          ปลาหมอทะเล เป็นปลากะรังขนาดใหญ่ ลักษณะโดยทั่วไปคล้ายคลึงกับปลาเก๋าชนิดอื่นที่อยู่ในวงศ์เดียวกัน มีหัวค่อนข้างโต ปากกว้าง ตาเล็ก ครีบหลังมีก้านครีบแข็งอยู่ตอนหน้าตามด้วยก้านครีบแข็งและต่อด้วยครีบอ่อนเช่นเดียวกัน ครีบหางค่อนข้างใหญ่เป็นรูปกลมมน ลำตัวสีเทาอมดำ เมื่อยังโตไม่เต็มที่มีลายสีเหลืองสลับทั่วไป โดยเฉพาะบริเวณครีบต่างๆ
  ปลาหมอทะเล เป็นสัตว์กินเนื้อ ชอบกินปลาขนาดเล็กเป็นอาหารโดยการฮุบกลืนเข้าไปทั้งตัว แม้จะมีขนาดใหญ่แต่ไม่ดุร้ายอย่างที่หลายคนเข้าใจกัน ในธรรมชาติมักอาศัยอยู่ตามซากโป๊ะ กองหินใต้น้ำ โดยว่ายน้ำไปมาอย่างเชื่องช้า หรือลอยตัวอยู่นิ่งๆ ชาวประมงที่ดำน้ำลงไปพบปลาหมอทะเล มันอาจแสดงอาการพองเหงือกและกางครีบออกคล้ายปลากัด จึงทำให้ดูน่าสะพรึงกลัว แต่ฟันในปากมีขนาดเล็กไม่เหมือนกับฟันปลาฉลามและไม่ดุร้าย จึงไม่เป็นอันตราย
          ตามสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำต่างๆ มักนำเอาปลาหมอทะเลมาเลี้ยงไว้ในตู้ปลาขนาดใหญ่เสอม ไม่ว่าจะในประเทศญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ฮ่องกง สิงคโปร์ หรือในประเทศไทย เนื่องจากเป็นปลาที่เชื่อง เลี้ยงง่าย ปลาหมอทะเลจึงเป็นจุดเด่นของสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำทุกแห่ง
   ปลาทะเลที่เราบริโภคกันเป็นอาหาร และเป็นที่รู้จักกันดีชนิดหนึ่งคือปลาเก๋า หรือปลากะรัง ซึ่งมีอยู่มากมายหลายสิบชนิด ส่วนใหญ่อาศัยอยู่บริเวณปากน้ำ ริมชายฝั่งทะเลและเกาะแก่งต่างๆ ขนาดเฉลี่ยโดยทั่วไปไปมีขนาดใหญ่สุดอาจยาวถึง 3 เมตร ปลาเก๋าชนิดนั้นคือ “ปลาหมอทะเล”ปลาหมอทะเลเป็นปลากะรังขนาดใหญ่ ลักษณะโดยทั่วไปคล้ายคลึงกับปลาเก๋าชนิดอื่นที่อยู่ในวงศ์เดียวกัน มีหัวค่อนข้างโต ปากกว้าง ตาเล็ก ครีบหลังมีก้านครีบแข็งอยู่ตอนหน้าตามด้วยก้านครีบแข็งและต่อด้วยครีบอ่อนเช่นเดียวกัน ครีบหางค่อนข้างใหญ่เป็นรูปกลมมน ลำตัวสีเทาอมดำ เมื่อยังโตไม่เต็มที่มีลายสีเหลืองสลับทั่วไป โดยเฉพาะบริเวณครีบต่างๆปลาหมอทะเลเป็นสัตว์กินเนื้อ ชอบกินปลาขนาดเล็กเป็นอาหารโดยการฮุบกลืนเข้าไปทั้งตัว 
   แม้จะมีขนาดใหญ่แต่ไม่ดุร้ายอย่างที่หลายคนเข้าใจกัน ในธรรมชาติมักอาศัยอยู่ตามซากโป๊ะ กองหินใต้น้ำ โดยว่ายน้ำไปมาอย่างเชื่องช้า หรือลอยตัวอยู่นิ่งๆ ชาวประมงที่ดำน้ำลงไปพบปลาหมอทะเล มันอาจแสดงอาการพองเหงือกและกางครีบออกคล้ายปลากัด จึงทำให้ดูน่าสะพรึงกลัว แต่ฟันในปากมีขนาดเล็กไม่เหมือนกับฟันปลาฉลามและไม่ดุร้าย จึงไม่เป็นอันตราย
    ตามสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำต่างๆ มักนำเอาปลาหมอทะเลมาเลี้ยงไว้ในตู้ปลาขนาดใหญ่เสอม ไม่ว่าจะในประเทศญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ฮ่องกง สิงคโปร์ หรือในประเทศไทย เนื่องจากเป็นปลาที่เชื่อง เลี้ยงง่าย ปลาหมอทะเลจึงเป็นจุดเด่นของสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำทุกแห่ง...

ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:
เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับสัตว์ทะเล. สำนักพิมพ์แพร่พิทยา



กั้งกระดาน


กั้งกระดาน หรือ กุ้งกระดาน (อังกฤษ: Flathead lobster, Lobster Moreton Bay bug, Oriental flathead lobster) เป็นกุ้ชนิดหนึ่ง ที่มีลักษณะคล้ายกั้ง จึงนิยมเรียกกันว่ากั้ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Thenus orientalis จัดเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวเท่านั้นที่อยู่ในสกุล Thenus และวงศ์ย่อย Theninae
ส่วนหัวและอกอยู่รวมกัน แต่ไม่มีกรีแหลมที่หัวลำตัวแบนและสั้นกว่ากุ้งทั่วไป ส่วนหัวแผ่ออกเป็นแผ่นใหญ่ ผิวขรุขระ เบ้าตาบุ๋มลงในขอบหน้าส่วนของหัว นัยน์ตามีขนาดเล็กอยู่บนก้านตา นัยน์ตาสามารถเคลื่อนไหวได้คล้ายกับตาของปู หนวดสั้น มีข้อต่อกันคล้ายใบสน แนวกลางหัวและลำตัวเป็นสันแข็ง มีขาเดิน 5 คู่ ปลายแหลมและมีขนสั้น ๆ อยู่บนขา ขาเดินคู่ที่ 5 ของตัวเมียเล็กกว่าตัวผู้มาก ลำตัวแบ่งออกเป็นปล้อง แต่ละปล้องมีขาว่ายน้ำอยู่หนึ่งคู่ หางมีลักษณะเป็นแผ่นแบนประกอบด้วยรยางค์ 5 อัน อันกลางมีขนาดใหญ่และแข็งแรง ใช้ในการดีดตัวหลบหนีศัตรู หัว ลำตัว และหางเป็นสีน้ำตาล มีตุ่มเล็กเรียงเป็นแถวบนลำตัว นัยน์ตาสีดำ
อาศัยอยู่บริเวณหน้าดิน แถบที่เป็นพื้นโคลนปนทราย มีความยาวประมาณ 15-25 เซนติเมตร หากินสัตว์น้ำขนาดเล็กตามหน้าดินเป็นอาหาร พบกระจายพันธุ์ในแถบอินโด-แปซิฟิก, ชายฝั่งแอฟริกาตะวันออก, ทะเลแดง, ทะเลอันดามัน, ตอนใต้ของญี่ปุ่น, จีน จนถึงอ่าวมอร์ตัน ในออสเตรเลีย



นิยมรับประทานเป็นอาหาร มีรสชาติดีแต่เหนียวกว่ากุ้ง จึงนิยมแช่แข็งส่งออกขายต่างประเทศ เป็นที่นิยมกันมากที่สิงคโปร์
ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:
http://www.bloggang.com
http://debitphoto.multiply.com/photos/album/93/93

แมงกะพรุนกล่อง (Box Jellyfish)

บทความเรื่อง : รายละเอียดของแมงกะพรุนกล่อง (Box Jellyfish) 


ปรากฏตัวที่ เกาะหมาก จ.ตราด ทำให้นักท่องเที่ยว ได้รับบาดเจ็บ


จากการที่มีสิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่งมาปรากฏตัวอย่างเงียบๆที่ จ.ตราด ทำให้นักท่องเที่ยวบาดเจ็บ มีชื่อเรียกว่า BOX Jelly fish หรือ แมงกะพรุนกล่อง

Photobucket

   แมงกะพรุนกล่อง (box jellyfish) ซึ่งไม่ค่อยเป็นที่รู้จักจะสร้างพิษอันทรงพลังอย่างน่าสะพรึงกลัวเพื่อให้เหยื่อ เช่น ปลา หรือ กุ้งหมดสติหรือเสียชีวิตทันทีเพื่อไม่ให้การดิ้นรนหลบหนีของเหยื่อสร้างความเสียหายให้กับหนวดที่แสนบอบบางของมัน 
   พิษของแมงกะพรุนกล่องถือว่าเป็นหนึ่งในพิษที่เป็นอันตรายที่สุดในโลกซึ่งมีพิษในการโจมตีหัวใจ ระบบประสาท และเซลล์ผิวหนัง พิษนี้จะสร้างความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส มีรายงานว่าเหยื่อที่เป็นมนุษย์จะเกิดอาการช็อคและจมน้ำหรือเสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลวก่อนที่จะขึ้นถึงฝั่งด้วยซ้ำ ผู้รอดชีวิตจะมีอาการเจ็บปวดอยู่หลายสัปดาห์และมักจะมีความหวาดผวาอย่างมากในบริเวณที่สัมผัสกับหนวดแมงกะพรุน 
   แมงกะพรุนกล่องมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ตัวต่อทะเล หรือนักพ่นพิษแห่งท้องทะเล มักอาศัยอยู่ในน้ำตามแนวชายฝั่งของออสเตรเลียตอนเหนือและทั่วอินโดแปซิฟิก มีสีฟ้าอ่อน โปร่งใส และได้ชื่อนี้มาจากรูปร่างที่เหมือนลูกบาศก์ มีหนวดมากถึง 15 เส้นที่งอกออกมาจากแต่ละมุมของช่วงตัวและสามารถยืดยาวได้ถึง 10 ฟุต (3 เมตร) หนวดแต่ละเส้นจะมีเซลล์พิษอยู่ประมาณ 5,000 เซลล์ซึ่งไม่ได้ถูกกระตุ้นโดยการสัมผัสแต่โดยการพบสารเคมีจากชั้นผิวภาพนอกของเหยื่อ 
   แมงกะพรุนกล่องเป็นสายพันธุ์ที่พัฒนาอย่างก้าวไกลกว่าแมงกะพรุนทั่วไป ด้วยการพัฒนาความสามารถในการเคลื่อนที่มากกว่าการล่องลอยโดยการพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วถึงสี่น็อตท่ามกลางทะเล แมงกะพรุนกล่องมีดวงตาเกาะกลุ่มกันหกกลุ่มอยู่บนทั้งสี่ด้านของลำตัว แต่ละกลุ่มจะมีดวงตาหนึ่งคู่ซึ่งมีเลนส์ตา เรตินา ตาดำและแก้วตาที่มีประสิทธิภาพสูง แม้ว่าจะไม่มีระบบประสาทส่วนกลาง นักวิทยาศาสตร์ยังไม่แน่ใจว่าแมงกะพรุนพวกนี้มีกระบวนการในการมองเห็นอย่างไร 

สรุปเกร็ดสาระ


ประเภท : สิ่งมีชีวิตไม่มีกระดูกสันหลัง

อาหาร : สิ่งมีชีวิต

ช่วงชีวิตเฉลี่ยตามธรรมชาติ : น้อยกว่า 1ปี

ขนาด : ยาว 10 ฟุต (3 ม.) กว้าง 10 นิ้ว (25 ซม.) 

น้ำหนัก : มากสุดถึง 4.4 ปอนด์ (2 กก.)

ชื่อกลุ่ม : Fluther หรือ smack


คุณทราบหรือไม่ ? เต่าทะเลจะไม่ได้รับผลจากการโดนพิษของแมงกะพรุนกล่องและแมงกะพรุนก็จะไม่ค่อยกินเต่าทะเล 

Photobucket 
ขนาดเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ชายที่มีความสู 6 ฟุ (2ม.) 





ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:


ที่มา : http://www.nationalgeographic.com
http://www.blogger.com



หอยเสียบ

      หอยเสียบ (Pharella javanica) บางแห่งอาจเรียก หอยมีดโกน หอยเสียบ หอยเสียบทราย ชื่อสามัญ  : Razor clam, Knife jacked clam, Cultellus clam บางครั้งอาจจะทำให้สับสนซึ่งชื่อตามภาษาไทยในท้องถิ่น เหมือนกันกับหอยเสียบ (หอยเสียบทราย)ที่มีชื่อสามัญ Donax wedge shell หรือ Pacific bean donex ซึ่งแท้ที่จริงแล้วอยู่ต่างจำพวกกัน
    ถิ่นอาศัย : พื้นท้องทะเลชายฝั่งตื้นๆที่เป็นโคลนแข็งหรือโคลนแข็งปนทราย ในประเทศไทยพบมากที่ชายฝั่งของจังหวัดเพชรบุรี สมุทรสงคราม (ตั่งแต่ชายฝั่งตำบลบางขุนไทร - แหลมหลวงในเขตตำบลแหลมผักเบี้ย) พบน้อยมากในจังหวัดชลบุรี มีพบบ้างที่หาดราไว จังหวัดภูเก็ต  หอยชนิดนี้พบได้บริเวณชายหาดที่มีโคลนเหมาะแก่การอยู่อาศัย ในจังหวัดเพชรบุรี ตั่งแต่บริเวณตำบล บางขุนไทรถึงแหลมหลวง โดยเป็นแหลมยื่นไปในทะเลเป็นแนวเขตแบ่งทะเลกับหาดทรายและหาดโคลน โดยส่วนมากจะอาศัยในพื้นกระซ้าผสมโคลนตมที่อยู่ในทะเล โดยในอดีตการเก็บหอยเริ่มต้นจากการชาวบ้านมาหาหอยแคงที่มีอยู่ตามหาดโคลนชายฝั่ง    กินพวก พวกไดอะตอม แพลงตอนพืช และแพลงตอนสัตว์บางชนิด เป็นอาหาร


   จะเริ่มการเก็บหอย บริเวณน้ำแห้งหลังจากที่น้ำลงแล้วจะปรากฏรูของหอย ซึ่งมักจะออกมาหาหอยเป็นอาหารเลี้ยงครอบครัวในช่วงหลังฤดูทำนาอันเป็นอาชีพหลักในสมัยก่อน    แต่ได้มีการเล่าว่าชาวนาจากบ้านนาบัว (ทุ่งบางแก้วในอดีต)ในตำบลบางแก้ว ใช้คานหลาว ซึ่งเป็นอุปกรณ์แทงมัดข้าวเปลื่อกฟ่อนก่อนเอาไปนวด เอามาใช้หาบหอย ต่อมาคานหลาวนั้นได้หักลง จึงได้ใช้คานหลาวที่เป็นไม้ไผ่แทงลงพื้นดินทะเล ปรากฏว่า พบหอยเสียบเป็นจำนวนมาก จึงทำให้ผู้มาหาหอยเสียบ ทำไม้ปลายแหลมเช่นเดียวกับปลายของคานเหลาวมาขุดแทงเพื่อเก็บหอย ความที่เป็นไม้ไผ่จึงไม่คงทน จึงทำให้ต่างคนต่างก็คิดดัดแปลงมาเป็นเหล็ก


   หอยเสียบ เป็นหอยทะเลที่มีเปลือกแข็ง รูปทรงคล้ายสามเหลี่ยมซึ่งมีมุมโค้งมน บนเปลือกมีเส้นแสดงการเจริญตามความยาวของลำตัว ส่วนมากมักมีสีเหลืองอ่อนเป็นพื้นและมีน้ำตาลคาดเป็นเส้นหรือเป็นแถบกระจายอยู่ทั่วไป แต่ละตัวจะมีลวดลายสีสันต่างกันเป็นตามแหล่งที่อยู่อาศัย ลักษณะ ตามที่นักวิชาการได้ศึกษา และบอกไว้ว่า เป็นหอยที่มีฝาเปลือกสองชิ้นประกบกัน ไม่มีหัวใจ ขากรรไกรและลิ้น ขนาดตัวที่สมบูรณ์ที่สุดความกว้างของปากหอยประมาณ ๒  เซนติเมตร ถึง ๒.๕ เซนติเมตร เปลือกหนาสีเหลือง บริเวณปากสีเหลืองปนเขียว จะฝังตัวอยู่ในทราย จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "หอยทราย "หรือ "หอยสองฝา"ก็เรียก กินอินทรียวัตถุที่เน่าเปื่อย โดยฝังตัวอยู่ในทราย ตามบริเวณที่มีเขตน้ำขึ้นลง พบทั่วไปตามชายหาด พบมากบริเวณหาดทราย   ชายฝั่งทะเลและจังหวัดใกล้เคียงแถบภาคใต้ของประเทศไทย  โดยเฉพาะฝั่งทะเลอันดามัน แถบหมู่เกาะลันตา จังหวัดกระบี่


   การหาหอยเสียบของชาวบ้านที่รู้ว่าในช่วงที่นํ้าทะเลลดลง  ชาวบ้านจะชวนกันออกมาเตรียมเครื่องมือ อาจเป็นช้อน มีดทำครัว หรือหากไม่มีก็ใช้เท้าที่เป็นอาวุธประจำตัวในการขุดหาหอยเสียบโดยการใช้เท้ากวาดทรายหลังคลื่นที่ซัดขึ้นฝั่งไหลย้อนกลับลงทะเล เอามันมาล้างขัด และแช่น้ำให้มันคลายทรายคลายดินหลังจากนั้นก็นำไปดอง หรือปรุงเป็นอาหารตามท้องถิ่นนิยม เช่น ดองน้ำปลา ผัดกะเพรา ผัดพริกกับโหระพา หรือเอายำกับมะม่วงและน้ำพริกเผา แต่ชาวบ้านโดยทั่วไปจะเก็บหาหอยเสียบไปทำอาหาร เช่น ผัดกระเพรา ผัดนํ้าพริกเผา หรือดองนํ้าปลาไว้กินกับข้าวต้มกุ๊ย และนำมาดองเค็ม เนื้อใช้ปรุงอาหารได้ ซึ่งการปรุงดังกล่าวนั้นจะทำให้เปลือกหอยเปิดออกง่ายต่อการนำตัวหอยมากินเป็นอาหาร   


   หอยเสียบ หรือหอยทราย  ไม่ค่อยมีผู้นิยมนำไปจำหน่ายเพราะตัวเล็กต้องใช้เวลาการเก็บนานจึงไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกันของคนทั่วไปนอกจากชาวบ้านที่อยู่แถบชายทะเลทั้งฝั่งอันดามัน และอ่าวไทย รู้จักหอยเสียบดี และจักนำมาปรุงเป็นอาหาร  การใช้ประโยชน์ของหอยเสียบหลังจากใช้เนื้อเป็นอาหารแล้วชาวบ้าน จะนำเปลือกหอยเสียบมาใช้ประโยชน์ ในการเกาหลัง เกาส่วนที่คันบนผิวหนังแทนเล็บมือสำหรับคนที่ไม่มีเล็บ หรือเล็บสกปรก อากัปกิริยาการใช้เปลือกหอยเกาตรงที่คัน ภาษาบ้านครู'ฑูรย์ ใช้คำว่า "จุดหน่วยคัน"


   เนื้อใช้รับประทาน นิยมนำมาแกะเปลือกเอาเนื้อทำหอยแห้ง ผัด แกง ส่วนเปลือกบดผสมลงในอาหารสัตว์  แต่ผมกับเพื่อนๆนิยมนำแบบตากแห้งมาคั่วหรือทอดทำเป็นกับแกล้ม


ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:



วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

หอยกะพง





หอยกะพง (ชื่อสามัญ)
Musculus senhousia (ชื่อวิทยาศาสตร์)
HORSE MUSSEL (ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ)
ลักษณะทั่วไปเป็นหอยสองฝาเปลือกบางและเปราะ รูปร่างคล้ายเมล็ดถั่ว ตรงกลางลำตัวป่องมาก เปลือกมีสีเขียวอ่อนอมม่วงหรือดำเรื่อ ๆ มีหนวดสำหรับใช้ยึดเกาะกันเป็นกลุ่ม
ถิ่นอาศัยพื้นท้องทะเลที่เป็นโคลนและบริเวณหลักเสาที่ทำปีกของรั้วไซมาน โพงพาง ตามชายฝั่งทะเลในอ่าวไทย เช่น ชลบุรี บางปะกง สมุทรปราการ
ที่มา : เว็บไซต์ของกรมประมง



   สมัยเด็กๆ บ้านอยู่ริมคลองน้ำเค็ม ซึ่งมีป่าชายเลน แหล่งอาหารการกินของชาวโลก ที่นี่มีหอยตัวเล็กๆอร่อยมากๆอย่างหนึ่งชื่อว่า "หอยกะพง" นำมาทำอาหารได้หลายชนิด ลวกจิ้มน้ำจิ้มก็อร่อย หรือจะแกะเปลือกออกสดๆ แล้วนำไปแกงก็อร่อย
   แต่หอยกะพงแถบทางใต้จะต่างจากหอยกะพงฝั่งตะวันออก ทางภาคใต้ตัวจะโตคล้ายๆ หอยแมลงภู่ แต่ตะวันออกตัวเล็กๆขาวกว่า
   บ้านไหนที่เลี้ยงเป็ด เมื่อกินเนื้อหอยเสร็จก็ทิ้งเปลือกให้เป็ดกิน ไข่แดงของเป็ดจะแดงนักแล มารู้จักหอยกะพงกันดีกว่า


   วันนี้แม่ห่านเจอหอยกะพงมาขายที่หน้าหมู่บ้าน ไม่รอช้าเลยค่ะ แม้จะตัวเล็กกะจิ๊ดเดียวถามว่าเล็กขนาดไหนก็ประมาณปลายนิ้วก้อยเด็กๆนั่นแหล่ะ  แต่หากว่ารสชาติของมันนั้นไม่ได้เล็กตามขนาดเลย แต่ด้วยความคิดถึงวัยเด็ก ซื้อมาทันทีเลยค่ะ ครึ่ง กก. 20 บาท ถ้าเป็นเมื่อก่อนละก็ไม่ถึง 5 บาท ด้วยซ้ำ  กลับมาก็ไม่ทำอะไรมาก ดึงเส้นข้างๆออกแล้วล้างให้สะอาด ทุบตะไคร้วางก้นหม้อ แล้วใส่หอยลงไป ตามด้วยในโหระพา ตั้งไฟแล้วปิดฝาไว้ประมาณ 4 - 5 นาที เปิดฝาออกมาหอยก็อ้าทุกตัว


   จำได้ว่าวันหยุดก็มักจะชวนเพื่อนๆเดินลัดเลาะไปตามชายคลองมองหาหอยกะพงมาทำอาหารกินกันแบบสนุกๆแต่เดี๋ยวนี้ไม่มีเหลือแล้วเพราะสภาพทางธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไป...

ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:

http://www.moohin.com
http://rayrai2009.blogspot.com/2009/07/blog-post_2810.html

ปลาน้ำดอกไม้



ชื่อไทย : ปลาน้ำดอกไม้  สากเหลือง
ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : OBTUSE BARRACUDA Sphyraena obstusata
หรือเรียกว่า  โชกุน
        
ลักษณะทั่วไป รูปร่างเรียว ปากกว้าง จะงอยปากแหลม ขากรรไกรล่างยื่นยาวกว่าขากรรไกรบนมีฟันเขี้ยว ช่องปากสีเหลือง กระดูกแก้มอันแรกมีเหลี่ยมรูปมุมฉาก ครีบหลังอันแรกมีเทาปนกับสีเหลือง ครีบหู ครีบก้น ครีบหลังอันที่ 2 และครีบหางมีสีเหลืองแต่ครีบท้องสีขาว ลำตัวสีเหลืองอ่อน ท้องสีขาวเงิน

ถิ่นอาศัย แพร่กระจายอยู่ทั่วอ่าวไทยและทะเลอันดามัน
อาหาร กินพืชและสัตว์ทั่วไปขนาดเล็กๆ ขนาด ความยาวประมาณ 20 – 30 ซม

ปลาสากเหลือง ปลาน้ำดอกไม้ : เป็น ปลาอีกชนิดนึง ของประเทศไทย ที่ ทุกคน คงคุ้นชื่อ กับ ปลาชนิดนี้ กันเป็นอย่างดี ปลาสากเหลือง ปลาน้ำดอกไม้ นั้น จัดได้ว่าเป็น ตัวบ่งบอก ที่ใช้ประมาณ ความอุดมสมบูรณ์ ของพื้นที่ ทางทะเลได้เป็นอย่างดี ทะเล ที่มี ปลาสากเหลือง ปลาน้ำดอกไม้ อาศัยอยู่นั้น แสดงว่าทะเล บริเวณนั้น สภาพยังสมบูรณ์ แต่ช่างน่าเสียดายเหลือเกิน ในเวลานี้ จากข้อมูลการศึกษาวิจัย ข้อมูล ปลาทะเล ของไทย พบว่า จำนวน ของ ปลาสากเหลือง ปลาน้ำดอกไม้ มีการลดลง ในระดับที่น่าตกใจ ปัจจัยสำคัญ ที่ส่งผลต่อ การลดจำนวน ลงของปลาชนิดนี้ คือ การขยายตัวของแหล่งที่อยู่อาศัย ชุมชน ซึ่งนำมาซึ่ง การปล่อยของเสียปริมาณมากมาณ ลงสู่ทะเลในแต่ละปี   ปลาสากเหลือง ปลาน้ำดอกไม้  ลักษณะทั่วไป รูปร่างเรียว ปากกว้าง จะงอยปากแหลม ขากรรไกรล่างยื่นยาวกว่าขากรรไกรบนมีฟันเขี้ยว ช่องปากสีเหลือง กระดูกแก้มอันแรกมีเหลี่ยมรูปมุมฉาก ครีบหลังอันแรกมีเทาปนกับสีเหลือง ครีบหู ครีบก้น ครีบหลังอันที่ 2 และครีบหางมีสีเหลืองแต่ครีบท้องสีขาว ลำตัวสีเหลืองอ่อน ท้องสีขาวเงิน ถิ่นอาศัย แพร่กระจายอยู่ทั่วอ่าวไทยและทะเลอันดามัน อาหาร กินพืชและสัตว์ทั่วไปขนาดเล็กๆ ขนาด ความยาวประมาณ 20 – 30 ซม ประโยชน์ 



   
เนื้อนิยมใช้ทำข้าวต้มหรือทำเค็มตากแห้ง แต่ที่ผมกับพ่อชอบทำกินกันเป็นอาหารว่างกินกันเล่นๆในครอบครัวก็คือ เอามานึ่ง แล้วจิ้มกับเต้าเจี้ยว บีบน้ำปลาใส่นิดหน่อยแล้วก็ซอยพริกขี้หนูให้ละเอียดๆผสมลงไป แต่ควรกินตอนร้อนๆหลังจากนึ่งใหม่ๆจะอร่อยมาก ถ้าทิ้งไว้นานจะไม่อร่อย...หรือจะทอดก็อร่อยนะครับ

ปลาน้ำดอกไม้คลุกเครื่องทอด
ปลาน้ำดอกไม้ทอด อบอวนไปด้วนกลิ่นเครื่องเทศ

เครื่องปรุงและส่วนผสม
ปลาน้ำดอกไม้500กรัม
รากผักชี2-3ราก
กระเทียม10กลีบ
พริกไทยป่น1/2ช้อนชา
พริกขี้หนู20เม็ด
น้ำมะนาว2ช้อนโต๊ะ
เกลือป่น1ช้อนชา
น้ำมันงา1ช้อนโต๊ะ

วิธีการทำ ปลาน้ำดอกไม้คลุกเครื่องทอด
1. ขอดเกล็ดปลา ควักไส้ออกล้างให้สะอาด ตัดเป็นท่อน ขนาด 1 นิ้ว วางพักให้สะเด็ดน้ำ
2. โขลกรากผักชี กระเทียมและพริกไทยให้ละเอียด เติมพริกขี้หนูลงไปโขลกพอหยาบ
3. เคล้าเครื่องที่โขลกในข้อ 2 น้ำมะนาว เกลือและน้ำมันงาลงให้ทั่วปลาที่เตรียมไว้ หมักไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง
4. ใส่น้ำมันในกระทะ ตั้งไฟให้ร้อน นำปลาลงทอดโดยใช้ไฟปานกลาง ทอดจนพอสุกเหลือง ตักขึ้นวางพักให้สะเด็ดน้ำมัน จัดใส่จานเสิร์ฟ



ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:
เกี่ยวกับทะเล...ดีมากกก http://sirikhun.com/