วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

หอยกะพง





หอยกะพง (ชื่อสามัญ)
Musculus senhousia (ชื่อวิทยาศาสตร์)
HORSE MUSSEL (ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ)
ลักษณะทั่วไปเป็นหอยสองฝาเปลือกบางและเปราะ รูปร่างคล้ายเมล็ดถั่ว ตรงกลางลำตัวป่องมาก เปลือกมีสีเขียวอ่อนอมม่วงหรือดำเรื่อ ๆ มีหนวดสำหรับใช้ยึดเกาะกันเป็นกลุ่ม
ถิ่นอาศัยพื้นท้องทะเลที่เป็นโคลนและบริเวณหลักเสาที่ทำปีกของรั้วไซมาน โพงพาง ตามชายฝั่งทะเลในอ่าวไทย เช่น ชลบุรี บางปะกง สมุทรปราการ
ที่มา : เว็บไซต์ของกรมประมง



   สมัยเด็กๆ บ้านอยู่ริมคลองน้ำเค็ม ซึ่งมีป่าชายเลน แหล่งอาหารการกินของชาวโลก ที่นี่มีหอยตัวเล็กๆอร่อยมากๆอย่างหนึ่งชื่อว่า "หอยกะพง" นำมาทำอาหารได้หลายชนิด ลวกจิ้มน้ำจิ้มก็อร่อย หรือจะแกะเปลือกออกสดๆ แล้วนำไปแกงก็อร่อย
   แต่หอยกะพงแถบทางใต้จะต่างจากหอยกะพงฝั่งตะวันออก ทางภาคใต้ตัวจะโตคล้ายๆ หอยแมลงภู่ แต่ตะวันออกตัวเล็กๆขาวกว่า
   บ้านไหนที่เลี้ยงเป็ด เมื่อกินเนื้อหอยเสร็จก็ทิ้งเปลือกให้เป็ดกิน ไข่แดงของเป็ดจะแดงนักแล มารู้จักหอยกะพงกันดีกว่า


   วันนี้แม่ห่านเจอหอยกะพงมาขายที่หน้าหมู่บ้าน ไม่รอช้าเลยค่ะ แม้จะตัวเล็กกะจิ๊ดเดียวถามว่าเล็กขนาดไหนก็ประมาณปลายนิ้วก้อยเด็กๆนั่นแหล่ะ  แต่หากว่ารสชาติของมันนั้นไม่ได้เล็กตามขนาดเลย แต่ด้วยความคิดถึงวัยเด็ก ซื้อมาทันทีเลยค่ะ ครึ่ง กก. 20 บาท ถ้าเป็นเมื่อก่อนละก็ไม่ถึง 5 บาท ด้วยซ้ำ  กลับมาก็ไม่ทำอะไรมาก ดึงเส้นข้างๆออกแล้วล้างให้สะอาด ทุบตะไคร้วางก้นหม้อ แล้วใส่หอยลงไป ตามด้วยในโหระพา ตั้งไฟแล้วปิดฝาไว้ประมาณ 4 - 5 นาที เปิดฝาออกมาหอยก็อ้าทุกตัว


   จำได้ว่าวันหยุดก็มักจะชวนเพื่อนๆเดินลัดเลาะไปตามชายคลองมองหาหอยกะพงมาทำอาหารกินกันแบบสนุกๆแต่เดี๋ยวนี้ไม่มีเหลือแล้วเพราะสภาพทางธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไป...

ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:

http://www.moohin.com
http://rayrai2009.blogspot.com/2009/07/blog-post_2810.html

ปลาน้ำดอกไม้



ชื่อไทย : ปลาน้ำดอกไม้  สากเหลือง
ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : OBTUSE BARRACUDA Sphyraena obstusata
หรือเรียกว่า  โชกุน
        
ลักษณะทั่วไป รูปร่างเรียว ปากกว้าง จะงอยปากแหลม ขากรรไกรล่างยื่นยาวกว่าขากรรไกรบนมีฟันเขี้ยว ช่องปากสีเหลือง กระดูกแก้มอันแรกมีเหลี่ยมรูปมุมฉาก ครีบหลังอันแรกมีเทาปนกับสีเหลือง ครีบหู ครีบก้น ครีบหลังอันที่ 2 และครีบหางมีสีเหลืองแต่ครีบท้องสีขาว ลำตัวสีเหลืองอ่อน ท้องสีขาวเงิน

ถิ่นอาศัย แพร่กระจายอยู่ทั่วอ่าวไทยและทะเลอันดามัน
อาหาร กินพืชและสัตว์ทั่วไปขนาดเล็กๆ ขนาด ความยาวประมาณ 20 – 30 ซม

ปลาสากเหลือง ปลาน้ำดอกไม้ : เป็น ปลาอีกชนิดนึง ของประเทศไทย ที่ ทุกคน คงคุ้นชื่อ กับ ปลาชนิดนี้ กันเป็นอย่างดี ปลาสากเหลือง ปลาน้ำดอกไม้ นั้น จัดได้ว่าเป็น ตัวบ่งบอก ที่ใช้ประมาณ ความอุดมสมบูรณ์ ของพื้นที่ ทางทะเลได้เป็นอย่างดี ทะเล ที่มี ปลาสากเหลือง ปลาน้ำดอกไม้ อาศัยอยู่นั้น แสดงว่าทะเล บริเวณนั้น สภาพยังสมบูรณ์ แต่ช่างน่าเสียดายเหลือเกิน ในเวลานี้ จากข้อมูลการศึกษาวิจัย ข้อมูล ปลาทะเล ของไทย พบว่า จำนวน ของ ปลาสากเหลือง ปลาน้ำดอกไม้ มีการลดลง ในระดับที่น่าตกใจ ปัจจัยสำคัญ ที่ส่งผลต่อ การลดจำนวน ลงของปลาชนิดนี้ คือ การขยายตัวของแหล่งที่อยู่อาศัย ชุมชน ซึ่งนำมาซึ่ง การปล่อยของเสียปริมาณมากมาณ ลงสู่ทะเลในแต่ละปี   ปลาสากเหลือง ปลาน้ำดอกไม้  ลักษณะทั่วไป รูปร่างเรียว ปากกว้าง จะงอยปากแหลม ขากรรไกรล่างยื่นยาวกว่าขากรรไกรบนมีฟันเขี้ยว ช่องปากสีเหลือง กระดูกแก้มอันแรกมีเหลี่ยมรูปมุมฉาก ครีบหลังอันแรกมีเทาปนกับสีเหลือง ครีบหู ครีบก้น ครีบหลังอันที่ 2 และครีบหางมีสีเหลืองแต่ครีบท้องสีขาว ลำตัวสีเหลืองอ่อน ท้องสีขาวเงิน ถิ่นอาศัย แพร่กระจายอยู่ทั่วอ่าวไทยและทะเลอันดามัน อาหาร กินพืชและสัตว์ทั่วไปขนาดเล็กๆ ขนาด ความยาวประมาณ 20 – 30 ซม ประโยชน์ 



   
เนื้อนิยมใช้ทำข้าวต้มหรือทำเค็มตากแห้ง แต่ที่ผมกับพ่อชอบทำกินกันเป็นอาหารว่างกินกันเล่นๆในครอบครัวก็คือ เอามานึ่ง แล้วจิ้มกับเต้าเจี้ยว บีบน้ำปลาใส่นิดหน่อยแล้วก็ซอยพริกขี้หนูให้ละเอียดๆผสมลงไป แต่ควรกินตอนร้อนๆหลังจากนึ่งใหม่ๆจะอร่อยมาก ถ้าทิ้งไว้นานจะไม่อร่อย...หรือจะทอดก็อร่อยนะครับ

ปลาน้ำดอกไม้คลุกเครื่องทอด
ปลาน้ำดอกไม้ทอด อบอวนไปด้วนกลิ่นเครื่องเทศ

เครื่องปรุงและส่วนผสม
ปลาน้ำดอกไม้500กรัม
รากผักชี2-3ราก
กระเทียม10กลีบ
พริกไทยป่น1/2ช้อนชา
พริกขี้หนู20เม็ด
น้ำมะนาว2ช้อนโต๊ะ
เกลือป่น1ช้อนชา
น้ำมันงา1ช้อนโต๊ะ

วิธีการทำ ปลาน้ำดอกไม้คลุกเครื่องทอด
1. ขอดเกล็ดปลา ควักไส้ออกล้างให้สะอาด ตัดเป็นท่อน ขนาด 1 นิ้ว วางพักให้สะเด็ดน้ำ
2. โขลกรากผักชี กระเทียมและพริกไทยให้ละเอียด เติมพริกขี้หนูลงไปโขลกพอหยาบ
3. เคล้าเครื่องที่โขลกในข้อ 2 น้ำมะนาว เกลือและน้ำมันงาลงให้ทั่วปลาที่เตรียมไว้ หมักไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง
4. ใส่น้ำมันในกระทะ ตั้งไฟให้ร้อน นำปลาลงทอดโดยใช้ไฟปานกลาง ทอดจนพอสุกเหลือง ตักขึ้นวางพักให้สะเด็ดน้ำมัน จัดใส่จานเสิร์ฟ



ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:
เกี่ยวกับทะเล...ดีมากกก http://sirikhun.com/

สันทรายบางเบิด...สุดบรรเจิดธรรมชาติระดับโลกอันน่าทึ่ง


"สันทรายบางเบิด"...สุดบรรเจิดธรรมชาติระดับโลกอันน่าทึ่ง/ปิ่น บุตรี
 โดย : ปิ่น บุตรี (pinn109@hotmail.com)


    ผมเป็นแฟน(มวย) “เขาทราย แกแล็คซี่” มาตั้งแต่เด็ก ตอนพี่ระชกทีไรเป็นต้องเฝ้ารอชมด้วยใจจดใจจ่อ ครั้นเมื่อโตขึ้นมาก็หาซื้อดีวีดีของพี่เก็บไว้เพราะนี่คือนักมวยระดับตำนานของเมืองไทย แต่กระนั้นผมก็ยังไม่เคยเจอเขาทรายตัวเป็นซ้ากกะที
       
       
กระทั่งเมื่อเร็วๆนี้ได้ล่องใต้ไปชุมพรมา ถึงกับตะลึง ตึง ตึง ! เพราะผมได้พบกับ“เขาทราย” เต็มสองลูกกะตาที่ชุมพร
      
       
แต่เขาทรายที่ว่านี่ ไม่ใช่ยอดมวยเขาทราย แกแลคซี่ หรือ พี่ “สุระ แสนคำ” อีซ้ายทะลวงไส้หรอกนะ
      
       
หากแต่เป็นเขาทรายตามธรรมชาติ หรือที่จริงๆแล้วคือแนวสันทรายขนาดยักษ์ ที่ดูๆไปปานประหนึ่งภูเขาทรายลูกย่อมๆตั้งตระหง่านอยู่ริมทะเลอ่าวไทย
 สำหรับสันทรายยักษ์แห่งนี้คือ “สันทรายบางเบิด” ที่มีพื้นที่กว่า 30 ไร่ สูงร่วม 20-30 เมตร ยาวประมาณ 10 กิโลเมตร ทอดตัวยาวย่อมขนานไปตามแนวชายหาดบางเบิดในพื้นที่รอยต่อของ 2 จังหวัด 2 ภาค คือ ประจวบฯ(ภาคกลาง) และชุมพร(ภาคใต้) โดยสันทรายตอนบนอยู่ในพื้นที่ บ้านบางเบิด ต.ทรายทอง อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ ส่วนสันทรายตอนล่างอยู่ในพื้นที่ บ้านถ้ำธง ต.ปากคลอง อ.ปะทิว จ.ชุมพร


       
       
อนึ่งการเกิดขึ้นของสันทรายบางเบิดนั้นอย่าคิดว่าเกิดกันได้ง่ายๆ เพราะนี่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นยากมากๆ ต้องอาศัยความเหมาะเจาะลงตัวของสภาพพื้นที่และเงื่อนไขของธรรมชาติอีกหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น การยกตัวของชายฝั่งอย่างต่อเนื่อง(ในยุคอดีต) การขึ้นลงของระดับน้ำทะเล การตั้งอยู่ในพื้นที่กระแสลมแรง การมีขนาดของเม็ดทรายชายทะเลที่มีขนาดเล็กมากและน้ำหนักเบาชนิดที่สามารถล่องลอยตามกระแสลมพัดพาไปสะสมในระยะไกลๆได้
       
       
นอกจากนี้ลักษณะของสภาพชายหาดก็เป็นสิ่งสำคัญ ต้องเป็นหาดทรายชายทะเลที่กว้างพอที่จะทำให้เวลาน้ำขึ้น-น้ำลง เม็ดทรายบนชายหาดแห้งจนไม่มีแรงยึดเกาะระหว่างเม็ดทราย ทำให้เม็ดทรายสามารถปลิวลอยไปตามกระแสลมได้ แต่กับสันทรายบางเบิดนั้นมีเงื่อนไขของธรรมชาติที่เอื้อต่อการเกิดเป็นสันทรายขนาดใหญ่ได้เป็นอย่างดี
 โดยจากข้อมูลของการเกิดสันทรายบางเบิดระบุว่า เกิดจากยกตัวของชายฝั่งอย่างต่อเนื่อง ทำให้ตะกอนในทะเลที่สะสมตัวมายาวนานโผล่ขึ้นมาเกิดเป็นแนวเนินทรายยาว ขณะที่ชายฝั่งบริเวณนี้ที่ตั้งอยู่ในเขตร่องมรสุมพัดผ่านเป็นประจำ จึงเกิดมีกระแสลมแรงพัดผ่านมาอย่างสม่ำเสมอ กอปรกับการที่ด้านหน้าของหาดบางเบิดมีลักษณะเปิดโล่ง รับลม ไม่มีเกาะต่างๆปิดกั้นบังลม และชายหาดมีความลาดชั้นน้อย อีกทั้งทรายที่นี่ก็มีลักษณะพิเศษคือ มีน้ำหนักเบาและละเอียดมาก จนถูกเรียกขานว่า“ทรายแป้ง”


       
       
ดังนั้นเมื่อถูกสายลมแรงพัดผ่านก็ลอยปลิวตามกระแสลมมาทับถมกันบนแนวสันตะกอนกินเวลานับเป็นพันๆปี เกิดเป็นสันทรายบางเบิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเมืองไทยขึ้นมา
สันทรายบางเบิดแม้มีขนาดใหญ่เทียบไม่ได้กับที่ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แต่ก็เป็นสันทรายที่มีความโดดเด่นในระดับโลกเนื่องจากสันทรายที่นี่มีป่าคุณลักษณะเฉพาะที่ถือเป็นป่าชนิดใหม่ของประเทศและน่าจะมีแห่งเดียวในเมืองไทย นั่นก็คือ “ป่าเนินสันทราย” (Sand Dune Forest)


     
ป่าเนินสันทรายถือเป็นความมหัศจรรย์อีกอย่างหนึ่งของธรรมชาติ เพราะมีพันธุ์ไม้จากป่าพรุ ป่าชายหาด ป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง อีกทั้งยังมีกล้วยไม้ ดอกไม้ หญ้า เถาวัลย์ มอส ไลเคน เฟิน มาขึ้นผสมพึ่งพาอาศัยกันบนเนินสันทรายยักษ์แห่งนี้ จากการสำรวจพบว่ามีพืชพันธุ์ไม้อยู่ประมาณ 160 โดยพันธุ์ไม้เหล่านี้จะกระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ตามที่แต่ละชนิดสามารถที่จะปรับตัวให้เข้ากับสภาพพื้นที่ได้
สำหรับป่าเนินสันทรายนั้นปัจจุบัน อยู่ภายใต้การดูแลของ “โครงการพัฒนาส่วนพระองค์ จังหวัดชุมพร” (หมู่ 5 ต.ปากคลอง อ.ปะทิว จ.ชุมพร) อีกหนึ่งโครงการดีๆใต้พระบารมีที่เกิดจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมีพระราชประสงค์ให้สถานที่แห่งนี้ เป็นพื้นที่อนุรักษ์อันคงสภาพแวดล้อมเดิมของพื้นที่ คือ สภาพสันทรายและสภาพป่าธรรมชาติไว้เป็นห้องเรียนธรรมชาติ เพื่อศึกษาและพักผ่อนหย่อนใจ อีกทั้งยังมีพระราชประสงค์ให้เป็นสถานที่ปรับปรุงบำรุงดินตามความเหมาะสมกับการปลูกแตงโมพันธุ์บางเบิด ซึ่งเป็นพันธุ์แตงโมที่มีชื่อเสียงของพื้นที่นี้มานาน
 ในโครงการฯแห่งนี้ นอกจากจะมีหลายสิ่งหลายอย่างให้ศึกษาเรียนรู้แล้ว ยังมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติที่มีระยะทางกว่า 2,338 เมตร ให้เราได้ออกกำลังกายเดินศึกษาธรรมชาติสัมผัสในความน่าทึ่งของผืนป่าเนินสันทรายแห่งนี้ ซึ่งพันธุ์ไม้ป่า ดอกไม้ ส่วนใหญ่ของที่นี่มีขนาดเล็กลงกว่าปกติ เนื่องจากขึ้นอยู่บนสันทราย นอกจากนี้พันธุ์ไม้บางชนิดยังสามารถพบได้ที่นี่เพียงแห่งเดียวเท่านั้น

     
       
โดยพันธุ์ไม้น่าสนใจ พันธุ์ไม้เด่นๆ ของที่นี่ก็มี ต้นเสม็ดชุนอายุนับร้อยปี ต้นขันทองพยาบาทหรือกระดูกยายปลวก ต้นตานซ่านหรือว่านดอกดิน ต้นเขากวาง ส่วนพวกดอกไม้เด่นๆก็มี ดอกพันจำ(สีขาว) ดอกกระดูกไก่(สีขาว) ดอกดองดึง ดอกปลาไหลเผือก ดอกช้างน้าว (สีเหลือง)ดอกเข็มหอม เป็นต้น

จากผืนป่าพิเศษทีนี้ก็มาถึงการไปเดินตะลุยบนเนินสันทรายขนาดยักษ์ที่ริมหาดบางเบิดกันบ้าง สำหรับจุดเที่ยวชมสันทรายนั้นอยู่ที่ เนินทรายงาม ที่มีป้ายศิลาเขียนติดไว้ว่า “หนึ่งในสยาม เนินทรายงามชุมพร”
       
       
เนินทรายงาม ตั้งอยู่ที่ บ้านน้ำพุ ต.ปากคลอง อ.ปะทิว มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติทำเป็นแผ่นหินเดินลัดเลาะขึ้นไปตามสันทราย ระหว่างทางมีป้ายหินบอกให้ข้อมูลเป็นจุดๆ


       
       
การได้เดินย่ำไปบนเนินทรายงามนี้ เหมือนกับการเดินบนภูเขาทราย ทรายที่นี่ละเอียดยิบเหมือนแป้งจนไม่น่าที่จะรียกว่าเม็ดทรายเพราะมันละเอียดกว่ามาก แต่น่าที่จะเรียกว่า“ฝุ่นทราย” หรือ“ธุลีทราย”มากกว่า เวลาเดินจะนุ่มเท้าดีเป็นบ้า แต่ถ้าใครไปเดินในช่วงตั้งแต่ 10 โมงไปจนถึงประมาณ 3-4 โมงเย็น กรุณาอย่าเดินตีนเปล่าเด็ดขาด เพราะแสงแดดและอากาศได้แผดเผาให้ทรายนุ่มๆนั้นกลายเป็นทรายร้อนระยับ ชนิดใช้หมกอุ่นอาหารกันได้เลยทีเดียว
 บนเนินทรายงามนี้ นอกจากเนินภูเขาทรายและป่าเนินสันทรายให้ทัศนาแล้ว ยังมุมชมวิวมองลงไปเห็นชายหาดบางเบิดอันสงบงาม มีอนุสาวรีย์โลมาให้ชมเป็นอนุสรณ์เตือนใจ
      
       
นอกจากนี้สำหรับใครที่มาเที่ยวที่นี่ ยังไงๆก็น่าจะลงเดินไปยังชายทะเล เพื่อสัมผัสกับชายหาดบางเบิดกันสักหน่อย

     
       
หาดที่นี่กว้างและยาว สงบ สวย มีทรายละเอียดแน่นปึ๊ก มีสายลมเย็นๆและแรงๆพัดผ่าน โดยเมื่อมองสวนเข้าไปในแผ่นดินจะเห็นเนินสันทรายตั้งเด่นเป็นสง่า
   อย่างไรก็ดีเป็นที่น่าเสียดายว่าเดี๋ยวนี้ แผ่นป้ายหินบอกข้อมูลบางส่วนได้หักพัง บางป้ายลมคว่ำ คงเพราะถูกสายลมแรงพัด ขณะที่ริมตีนสันทรายทางฝั่งทะเลหาดบางเบิดนั้น มีขยะที่ถูกคลื่นพัดพามาติดอยู่เต็ม ดูช่างขัดลูกกะตากับเนินทรายระดับโลกและชายหาดบางเบิดอันสงบงามเสียนี่กระไร ซึ่งไม่รู้ว่าใครเป็นคนรับผิดชอบในส่วนนี้ แต่ก็ไม่ควรที่จะปล่อยให้สันทรายระดับโลกนี้ดูรกหูรกตา แม้ว่าขยะจะถูกคลื่นลมพัดพามาตามธรรมชาติก็ตาม



หลังเที่ยวชมเนินทรายงามเสร็จขากลับ บริเวณแยกบางเบิก(ไปบางสะพาน-บางเบิด) ผมเห็นป้ายคัดค้านของชาวตำบลปากคลองติดเด่นหราว่าไม่ต้องการท่าเรือน้ำลึก แหล่งอุตสาหกรรมเหล็ก(ขนาดใหญ่) และโรงไฟฟ้าถ่านหินและนิวเคลียร์ทุกชนิด เพราะที่นี่เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีคนมาเล็งว่าจะลงมือทำเมกะโปรเจคขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมถลุงเหล็กขนาดใหญ่ระดับโลก
       
นี่นับเป็นอีกหนึ่งในวิถีการต่อสู้ของชาวบ้านที่นี่ที่ผมขอเอาใจช่วย เพราะที่ผ่านมาบ้านเราถูก อำนาจเงิน อำนาจทุน(ใหญ่หรือทุนต่างถิ่น) และอำนาจจากฝ่ายปกครอง(ทั้งในระบบและนอกระบบ) รวมถึงอำนาจเถื่อนอำนาจมืด(จากมือที่มองไม่เห็น) มาทำร้าย ทำลายธรรมชาติต่างของบ้านเรามากพอแล้ว
       
ยังไงๆก็ขออย่าให้สันทรายบางเบิดต้องมาถูกทำลายด้วยเมกะโปรเจกต์และอำนาจต่างๆที่ไม่พึงประสงค์เหล่านี้เลย



 “สันทรายบางเบิด”ตั้งอยู่บริเวณบ้านบางเบิด ต.ทรายทอง อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ และพื้นที่รอยต่อในบ้านถ้ำธง ต.ปากคลอง อ.ปะทิว จ.ชุมพร 
       
       
โครงการพัฒนาส่วนพระองค์(โครงการจัดการป่าไม้บนพื้นที่สันทราย)บ้านน้ำพุ อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร เปิดทำการทุกวัน เวลา 08.00-18.00 โทร. 08-1958-7842
      
       
เนินทรายงามชุมพร ตั้งอยู่ที่บ้านน้ำพุ ต.ปากคลอง อ.ปะทิว 
       
ใกล้กับโครงการส่วนพระองค์ ริมเส้นทางเลียบชายหาดอ่าวบ่อเมา-หาดบางเบิด โดยช่วงที่ผ่านหาดถ้ำธงจะเห็นเนินทรายธรรมชาติ ริมถนนด้านขวามือเป็นระยะทางยาว ให้สังเกตป้าย"หนึ่งในสยาม เนินทรายงามที่ชุมพร"...



 ขอขอบคุณที่มาของภาและบทความ:

 www.manager.co.th


วันจันทร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2555

ชายทะเล “ดอนหอยหลอด”

ชายทะเล “ดอนหอยหลอด”



   ดอนหอยหลอด ที่ตั้งอยู่ที่ ตำบลบางจะเกร็ง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงครามเป็นสันดอนที่เกิดขั้นบริเวณปากแม่น้ำแม่กลองชายฝั่งทะเลของจังหวัดสมุทรสงคราม มีลักษณะเป็นสันดอนใหญ่ตลอดชายฝั่งทะเล อยู่ห่างจากชายฝั่งประมาณ 50 เมตร 2,000 เมตร มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 22,000 ไร่
  
   เป็นสันดอนที่เกิดขั้นบริเวณปากแม่น้ำแม่กลองชายฝั่งทะเลของจังหวัดสมุทรสงคราม มีลักษณะเป็นสันดอนใหญ่ตลอดชายฝั่งทะเล อยู่ห่างจากชายฝั่งประมาณ 50 เมตร 2,000 เมตรมีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 22,000 ไร่ จำนวนดอนที่เกิดขึ้นในขณะนี้มีทั้งหมด 7 ดอน แต่ละดอนแยกจากกันด้วยร่องน้ำเล็ก ๆ ลึกบ้าง ตื้นบ้างดอนที่มีหอยหลอดชุกชุมมากมีจำนวน 5 ดอน ซึ่งเป็นดอนที่เกิดขึ้นนานแล้ว ความหนาแน่นของหอยหลอดบนพื้นที่ประมาณ 15,056.25 ไร่ลักษณะพื้นที่ของดอนหอยหลอดเป็น ลักษณะดินปนทราย ชาวบ้านเรียกว่า "ทรายขี้เป็ด" ซึ่งอาจนำไปใช้ถมที่ได้ แต่ใช้ประโยชน์ในการก่อสร้างไม่ได้หอยหลอดจะอยู่หนาแน่นบริเวณที่มีทรายประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ความหนาแน่นของหอยหลอดขึ้นอยู่กับ สภาพแวดล้อมในแต่ละปีที่เปลี่ยนแปลงไป
    หอยหลอดเป็นสัตว์น้ำทะเลชนิหนึ่ง มีชื่อสามัญว่า Rozor clam และมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Solen Strictus Gould 1861จัดเป็นหอยสองฝาที่มีตัวอาศัยอยู่ในฝาที่ประกบทั้งสองข้าง มีลักษณะคล้ายหลอดกาแฟ กลมยาวประมาณ 7-8 เซนติเมตร สีน้ำตาลอ่อน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1เซนติเมตร เป็น ขนาดของหอยที่โตเต็มที่ มีสภาพความเป็นอยู่โดยการฝังตัวตั้งเป็นแนวดิ่งอยู่ใต้พื้นทราย ยามน้ำแห้งซึ่งเป็นช่วงโอกาสที่ชาวประมงจะทำการจับหอยหลอดได้หอยจะเปิดฝาอยู่เรี่ยพื้น และยึดตัวยื่นออกมาจับแพลงตอนเป็นอาหารหรือการเคลื่อนตัวออกไปหาพื้นที่อยู่ใหม่


   ดอนหอยหลอด
เนื่องจากดอนหอยหลอดมีหอยหลอดชุกชุมมาก และมีทัศนียภาพที่สวยงาม แปลก และมีเอกลักษณ์ ยามปกติเวลาน้ำขึ้นน้ำทะเลจะท่วม ดอนจะจมหายไปในน้ำไม่มีร่องรอยของดอนหอยหลอดอยู่เลยแต่พอน้ำลงจะปรากฏพื้นที่ดอนหอยหลอดค่อย ๆ โผล่ขึ้นทีละน้อย เป็นพื้นที่กล้างไกลหลายร้อยไร่ จึงทำให้ดอนหอยหลอดเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง สิ่งที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยว คือ หอยหลอด กล่าวกันว่าเป็นแหล่งที่มีหอยหลอดชุกชุมมากที่สุดแห่งเดียวในประเทศไทย หรือแห่งเดียวในโลก นักท่องเที่ยวนิยมลงไปจับหอยหลอดกันอย่างสนุกสนาน วิธีจับก็ใช้มือกดบงบนพื้นทราย จะปรากฏฟองอากาศ และเห็นรูปรากฏเอาไม้จิ้มปูนขาวแหย่ลงไป หอยหลอดจะโผล่ขึ้นมาให้จับ ต้องรีบเก็บใส่ภาชนะไว้มิฉะนั้นจะมุดดินหนีอยู่ลึกลงไปกว่าเดิมอีก


ห้ามสาดปูนขาวลงบนสันดอน เพราะจะทำให้หอยที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นตายหมด ช่วงเวลาเหมาะสมที่จะท่องเที่ยวดอนหอยหลอด คือ ประมาณเดือนมีนาคม - พฤษภาคมเพราะน้ำทะเลจะลดลงนานกว่าช่วงเวลาอื่น และสามารถมองเห็นสันดอนโผล่ขึ้นมา นักท่องเที่ยวสามารถเช่าเรือบริเวณศาลาอาภร (ใกล้ศาลกรมหลวงชุมพรเขตตอุดมศักดิ์) เพื่อนั่งเรือไปชมดอนหอยหลอด นักท่องเที่ยวสามารถสอบถามรายละเอียดเวลาน้ำขึ้น - น้ำลง ได้ที่ อบต. บางจะเกร็งโทร 034-723749

    หลายคนเข้าใจว่า "หอยหลอด" มีเพียงที่ดอนหอยหลอดที่เดียวในโลก แต่ความจริงแล้วยังมีหอยหลอดในบริเวณอื่นอีก เช่น จ.สมุทรปราการ และ จ.ตราด และในต่างประเทศ เช่น อินโดนีเซีย และออสเตรเลีย แต่มีในปริมาณน้อย ไม่มากพอที่จะจัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ ทำให้คณะรัฐมนตรีมีมติให้ดอนหอยหลอดเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทยเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2543




   

   จำนวนดอนที่เกิดขึ้นในขณะนี้มีทั้งหมด 7 ดอน แต่ละดอนแยกจากกันด้วยร่องน้ำเล็ก ๆ ลึกบ้าง ตื้นบ้าง ดอนที่มีหอยหลอดชุกชุมมากมีจำนวน 5 ดอน ซึ่งเป็นดอนที่เกิดขึ้นนานแล้ว ความหนาแน่นของหอยหลอดบนพื้นที่ประมาณ 15,056.25 ไร่
    ลักษณะพื้นที่ของดอนหอยหลอดเป็น ลักษณะดินปนทราย ชาวบ้านเรียกว่า "ทรายขี้เป็ด" ซึ่งอาจนำไปใช้ถมที่ได้ แต่ใช้ประโยชน์ในการก่อสร้างไม่ได้  หอยหลอดจะอยู่หนาแน่นบริเวณที่มีทรายประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ความหนาแน่นของหอยหลอดขึ้นอยู่กับ สภาพแวดล้อมในแต่ละปีที่เปลี่ยนแปลงไป
    หอยหลอดเป็นสัตว์น้ำทะเลชนิหนึ่ง มีชื่อสามัญว่า Rozor clam และมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Solen Strictus Gould 1861จัดเป็นหอยสองฝาที่มีตัวอาศัยอยู่ในฝาที่ประกบทั้งสองข้าง มีลักษณะคล้ายหลอดกาแฟ กลมยาวประมาณ 7-8 เซนติเมตร สีน้ำตาลอ่อน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร เป็น ขนาดของหอยที่โตเต็มที่ มีสภาพความเป็นอยู่โดยการฝังตัวตั้งเป็นแนวดิ่งอยู่ใต้พื้นทราย

    ยามน้ำแห้งซึ่งเป็นช่วงโอกาสที่ชาวประมงจะทำการจับหอยหลอดได้หอยจะเปิดฝาอยู่เรี่ยพื้น และยึดตัวยื่นออกมาจับแพลงตอนเป็นอาหารหรือการเคลื่อนตัวออกไปหาพื้นที่อยู่ใหม่
    เนื่องจากดอนหอยหลอดมีหอยหลอดชุกชุมมาก และมีทัศนียภาพที่สวยงาม แปลก และมีเอกลักษณ์คือ ยามปกติเวลาน้ำขึ้นน้ำทะเลจะท่วม ดอนจะจมหายไปในน้ำไม่มีร่องรอยของดอนหอยหลอดอยู่เลย แต่พอน้ำลง จะปรากฏพื้นที่ดอนหอยหลอดค่อย ๆ โผล่ขึ้นทีละน้อย เป็นพื้นที่กว้างไกลหลายร้อยไร่ จึงทำให้ดอนหอยหลอดเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง
    สิ่งที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยว คือ หอยหลอด กล่าวกันว่าเป็นแหล่งที่มีหอยหลอดชุกชุมมากที่สุดแห่งเดียวในประเทศไทย หรือแห่งเดียวในโลก นักท่องเที่ยวนิยมลงไปจับหอยหลอดกันอย่างสนุกสนาน

   วิธีจับก็ใช้มือกดบงบนพื้นทราย จะเห็นฟองอากาศ และเห็นรูปรากฏ เอาไม้จิ้มปูนขาวแหย่ลงไป หอยหลอดจะโผล่ขึ้นมาให้จับ ต้องรีบเก็บใส่ภาชนะไว้ มิฉะนั้นจะมุดดินหนีอยู่ลึกลงไปกว่าเดิมอีก  ไม่ควรสาดปูนขาวลงบนสันดอน เพราะจะทำให้หอยที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นตายหมด
    ช่วงเวลาเหมาะสมที่จะท่องเที่ยวดอนหอยหลอด คือ ประมาณเดือนมีนาคม - พฤษภาคมเพราะน้ำทะเลจะลดลงนานกว่าช่วงเวลาอื่น และสามารถมองเห็นสันดอนโผล่ขึ้นมา นักท่องเที่ยวสามารถเช่าเรือบริเวณศาลาอาภร (ใกล้ศาลกรมหลวงชุมพรเขตตอุดมศักดิ์) เพื่อนั่งเรือไปชมดอนหอยหลอด
    นักท่องเที่ยวสามารถสอบถามรายละเอียดเวลาน้ำขึ้น - น้ำลง ได้ที่ อบต. บางจะเกร็งโทร 034-723749 


   หลายคนเข้าใจว่า "หอยหลอด" มีเพียงที่ดอนหอยหลอดที่เดียวในโลก แต่ความจริงแล้ว ยังมีหอยหลอดในบริเวณอื่นอีก เช่น จ.สมุทรปราการ และ จ.ตราด และในต่างประเทศ เช่น อินโดนีเซีย และออสเตรเลีย แต่มีในปริมาณน้อย ไม่มากพอที่จะจัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ ทำให้คณะรัฐมนตรีมีมติให้ดอนหอย.หลอดเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2543 ครับ

 หอยหลอด
 ชื่อไทย : หอยหลอด
ชื่อสามัญ : Rozer ciam
ชื่อวิทยาศาสตร์ :Solen   regularis Dunker, 1861
   
   หอยหลอดเป็นหอยสองฝาชนิดหนึ่งที่มีการแพร่กระจายบริเวณปากแม่น้ำทั้งทางด้านชายฝั่งทะเลอันดามันและชายฝั่งทะเลอ่าวไทยในบริเวณพื้นที่ที่เป็นดินปนทรายหอยหลอดประกอบด้วยเปลือกที่ห่อหุ้มลำตัว เป็นรูปทรงกระบอกสีขาวอมเหลืองหรือสีเหลืองอ่อน ลักษณะเหมือนหลอดกาแฟส่วนปลายของเปลือกทั้งสองด้านมีช่องเปิดด้านหนึ่งเป็นเท้าและอีกด้านหนึ่งเป็นท่อน้ำ สำหรับกรองอาหารยื่นออกมา หอยหลอดจะชอบฝังตัวอยู่ในดินอยู่ลึกจากผิวดินประมาณ 1-2 นิ้ว โดยจะขุดเป็นท่อขนาดเท่าลำตัวและวางตัวอยู่ในท่อในแนวตั้งหรือเอียงประมาณ 30 องศาโดยตัวหอยจะเคลื่อนที่ขึ้นลง อยู่ในท่อหรือรูนี้ปกติหอยจะขึ้นมาอยู่บนผิวหน้าของดิน โดยยื่นลำตัวเหนือผิวดิน ประมาณ 1/3 ของลำตัวหอยหรืออาจจะอยู่บริเวณผิวดิน และเปิดช่องเพื่อกรองอาหารและน้ำผ่านเข้าไปในตัว

 แหล่งผลิตหอยหลอดที่ใหญ่ที่สุด
      อยู่ที่ดอนหอยหลอดจังหวัดสมุทรสงครามมีพื้นที่กว่า 40,000 ไร่ และมีที่ดอนอยู่ประมาณ 20,000 ไร่เศษซึ่งเป็นจุดที่มีหอยหลอดอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากซึ่งในพื้นที่ดอนดังกล่าวจะมีน้ำขึ้น-ลงทุกวันในช่วงที่น้ำลง จะมองเห็นดินปนทรายและสัตว์น้ำหลากหลายชนิด โดยในแต่ละวัน จะมีทั้งชาวประมงและนักท่องเที่ยวลงทำการเก็บหอย โดยการนำปูนขาวไปหยอดลงไปช่องหรือรูของหอยหลอดเมื่อหอยได้รับสิ่งแปลกปลอมซึ่งระคายเคืองและเป็นพิษ จะพ่นน้ำและพุ่งตัวออกจากรูทำให้สามารถจับได้ง่าย
และเนื่องจากในปัจจุบันมีการจับหอยหลอดกันมากอนาคตหากไม่มีการเพาะขยายพันธุ์และอนุรักษ์หอยหลอดอาจสูญพันธุ์ได้ ด้วยเหตุนี้ สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง จ.สมุทรสงครามจึงได้ศึกษาขั้นตอนการเพาะขยายพันธุ์หอยหลอดขึ้นมาเพื่อนำไปปล่อยในแหล่งน้ำธรรมชาติ และการเลี้ยงเชิงพาณิชย์โดยมีขั้นตอนการดำเนินการต่าง ๆ ดังนี้


   ขั้นตอนการเพาะขยายพันธุ์
         โดยรวบรวมพ่อแม่พันธุ์หอยจากดอนหอยหลอด ด้วยการหยอดปูนขาวและรีบนำหอยมาใส่ในน้ำทะเล เพื่อให้คายปูนขาวออกลำเลียงเข้าสถานีแล้วคัดขนาดพ่อแม่พันธุ์ ที่มีขนาดตั้งแต่ 4 เซนติเมตรขึ้นไปใส่ในถังไฟเบอร์กลาส ขนาด 0.5x1.8x0.4 เซนติเมตรเพื่อเพาะพันธุ์
     การเพาะพันธุ์นี้จะใช้วิธีกระตุ้นด้วยอุณหภูมิที่แตกต่างกันโดยการทำน้ำทะเลให้อุ่นด้วยเครื่องทำน้ำอุ่น ให้ได้อุณหภูมิ ประมาณ 38-40 องศาเซลเซียส แล้วผ่านเข้าไปในถังไฟเบอร์กลาส ที่ใช้เพาะพันธุ์นานประมาณ 20-30 นาที แล้วจึงปล่อยน้ำทะเลอุณหภูมิปกติประมาณ 26-30 องศาเซลเซียสเข้าไปในถังเพาะพันธุ์ สลับปล่อยน้ำอุ่นและน้ำอุณหภูมิปกติประมาณ 2-4 ครั้ง ถ้าพ่อแม่สมบูรณ์เต็มที่จะปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ออกมาหอยจะปล่อยไข่และน้ำเชื้อออกมาผสมกันภายนอกตัวซึ่งจะรอจนกว่าหอยปล่อยไข่และน้ำเชื้อออกมาหมด จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีเพื่อให้ไข่ และน้ำเชื้อผสมกัน แล้วจึงกรอง โดยใช้ผ้ากรองขนาด 30 ไมครอน


   สุ่มนับจำนวนไข่ลงถังอนุบาล ซึ่งจะใช้ถังไฟเบอร์กลาส ขนาด 1 ตันทรงกรวยที่ใส่น้ำทะเลที่ผ่านการฆ่าเชื้อความเค็มน้ำประมาณ 25-27 ส่วน ในน้ำอุณหภูมิ 25-26 องศาเซลเซียส pH ประมาณ 8 โดยให้มีความหนาแน่นประมาณ 1-2 ฟอง/มิลลิเมตรไข่หอยหลอดจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 56-80 ไมครอนเมื่อไข่ได้รับการผสมจะเริ่มแบ่งเซลล์และเปลี่ยนแปลงรูปร่าง โดยเข้าสู่ระยะ Trochopliore ใน 4 ชั่วโมง และพัฒนาไปสู่ระยะ D-Shape ใน 5 ชั่วโมงซึ่งในระยะนี้ลูกหอยจะว่ายน้ำ และเริ่มลงเกาะพื้นเข้าสู่ระยะ Setting ในวันที่ 7 หรือ 8 หลังจากนั้นจะมีการพัฒนารูปร่างไปเรื่อย ๆ ประมาณ 30 วัน จะเป็นระยะ Juvenile ที่
        มีลักษณะเหมือนพ่อแม่พันธุ์ การทดลองครั้งที่ผ่านมาทางสถานีได้หอยมาจำนวน 860,000 ฟองไข่เริ่มแบ่งตัว เข้าสู่ระยะ D-Shape ภายใน 5 ชั่วโมงมีขนาดประมาณ 96x122 ไมครอน จำนวน 600,000 ตัว อัตรารอดตาย 70.58 เปอร์เซ็นต์ไข่พัฒนาเข้าสู่ระยะ Setting ภายใน 8 วัน มีขนาดประมาณ 184x224 ไมครอน จำนวน 60,000 ตัว อัตรารอดตาย 7.05 เปอร์เซ็นต์ และพัฒนาจนมีรูปร่างเหมือนตัวเต็มวัย ภายใน 30 วัน มีขนาดประมาณ 520x1,040 ไมครอน เหลือรอดอยู่ 6,000 ตัว อัตรารอดตาย 0.70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในช่วงแรก ๆ ลูกหอยจะไม่กินอาหาร แต่เมื่ออายุได้ 1 วัน หรือเข้า D-Shape ก็เริ่มให้กินอาหาร อาหารที่ใช้
       เลี้ยงหอยวัยอ่อนนี้ จะให้สาหร่ายสีน้ำตาลชนิด Isochrysis galbana ขนาด ประมาณ 6-8 ไมครอน ในอัตรา 10,000 เซลล์/มิลลิเมตรและค่อย ๆ เพิ่มปริมาณขึ้น ให้เพียงพอเมื่อลูกหอยเข้าสู่ระยะ Setting จะให้สาหร่าย Tetraselmis sp. เสริมด้วย โดยจะให้อาหารวันละ 2 ครั้งเช้าและเย็นแล้วจะเปลี่ยนถ่ายน้ำเว้นวัน โดยใช้สายยางดูดผ่านตะแกรง ที่มีขนาดต่าง ๆ กันขึ้นอยู่กับขนาดของลูกหอย พร้อม ๆ กับสุ่มตัวอย่างมาวัดขนาดและนับจำนวนเพื่อศึกษาการเจริญเติบโต และอัตราการรอดตาย


   อนุบาลลูกหอยได้ 3 เดือน
        เมื่อลูกหอยที่เพาะขยายพันธุ์อายุได้ 30 วันก็มีการทดลองเลี้ยงให้เป็นหอยขุนและพ่อแม่พันธุ์รุ่นต่อไปโดยนำมาเลี้ยงในถังไฟเบอร์ฯ ขนาด 2 ตารางเมตร ก้นถังรองด้วยดินปนทราย สูงประมาณ 1-2 เซนติเมตร ดูดน้ำเข้ามาให้มีระดับสูง 2-3 เซนติเมตร ภายในถังไฟเบอร์ฯ ดังกล่าวจะมีการติดตั้งท่อออกซิเจนไว้ด้วยโดยปล่อยลูกหอยลงเลี้ยงในอัตราหนาแน่น 48,000 ตัว ต่อพื้นที่ 2 ตารางเมตร แต่เลี้ยงได้ 3 เดือนก็ต้องยกเลิกเพราะว่าหอยทยอยตายไปเรื่อย ๆ โดยไม่ทราบสาเหตุหอยที่เหลือส่วนหนึ่งทางสถานีนำไปปล่อยลงสู่ธรรมชาติที่ดอนหอยหลอด 
   ปัจจุบันนี้การเพาะเลี้ยงหอยหลอดประสบความสำเร็จเฉพาะขั้นตอนการเพาะขยายพันธุ์เท่านั้นส่วนการอนุบาลและการเลี้ยงขุน ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาวิจัย
     การทดลองครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จครั้งแรกที่สามารถทำให้หอยหลอดวางไข่และปล่อยน้ำเชื้อจนกระทั่งเจริญเติบโตเป็นลูกหอยได้อย่างสมบูรณ์ในห้องปฏิบัติการลูกหอยอยู่ได้นานที่สุด 54 วันซึ่งสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดสมุทรสงครามจะได้ทดลองหาเทคนิคในการอนุบาลและการเลี้ยงลูกหอยให้อยู่รอดและเจริญเติบโตได้ในขั้นต่อไปจากผลการทดลองในครั้งนี้พอจะประมวลผลหลักใหญ่ได้ดังนี้


           1. ความสมบูรณ์ของพ่อแม่พันธุ์หอยหลอดเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาเป็นอันดับแรกในหอยบางชนิด เช่นหอยนางรมวางไข่เกือบตลอดปี จึงอาจจะเพาะพันธุ์ได้ทั้งปีแต่ในหอยชนิดอื่นจะต้องเพาะพันธุ์ในช่วงไข่แก่เท่านั้นสำหรับหอยหลอดบริเวณบ้านบางบ่อและบริเวณปากแม่น้ำแม่กลองมีการวางเซลล์สืบพันธุ์มากในเดือนพฤศจิกายนและพฤษภาคมประมาณ 39.0 และ 64.0 เปอร์เซ็นต์ กับเดือนสิงหาคม ประมาณ 58.8-28.0 เปอร์เซ็นต์ 
         2. เทคนิคในการกระตุ้นให้หอยปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ที่ใช้ได้ผลและเป็นวิธีที่สะดวกและง่ายต่อการทดลองมากที่สุดคือการใช้อุณหภูมิที่แตกต่างกันในการกระตุ้น หรือการเพิ่ม-ลด อุณหภูมิโดยกะทันหันซึ่งเป็นวิธีที่ได้ผลดีกับการทดลองในครั้งนี้
         3. เป็นเรื่องสำคัญในการเพาะหอย ในครั้งนี้อาหารที่เหมาะสำหรับใช้เลี้ยงลูกหอยคือสาหร่ายสีน้ำตาล ชนิด Isochrysis galbana ซึ่งมีขนาด 6-8 ไมครอน เป็นส่วนใหญ่เมื่อลูกหอยเข้าสู่ระยะตกเกาะ (Setting) จึงให้ Tetraselmis sp. ซึ่งมีขนาด 10-14 ไมครอน
         4. ความสะอาดของน้ำทะเลเป็นปัจจัยสำคัญเช่นกันน้ำทะเลที่ใช้เพาะพันธุ์หอยจะต้องเป็นน้ำทะเลที่สะอาดผ่านการฆ่าเชื้อมาแล้วซึ่งควรเป็นน้ำกรองผ่านเครื่องกรองน้ำ (Sand Filter) เพื่อให้ใสแล้วจึงผ่านแสงอัลตราไวโอเลตแต่ในการทดลองครั้งนี้น้ำที่ใช้ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยคลอรีนเพียงอย่างเดียวไม่ได้ผ่านแสงอัลตราไวโอเลตและสถานที่สำหรับเพาะพันธุ์หอยหลอดไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิและสภาพแวดล้อมได้เท่าที่ควรและเนื่องจากเป็นสถานที่เพาะพันธุ์ปลากะพงขาว จึงทำให้มีการปนเปื้อนเชื้อโรคฝุ่นละอองซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีผลต่อการอนุบาลลูกหอยหลอดได้ในระยะเวลาเพียงช่วงหนึ่งเท่านั้น
        5. เทคนิควิธีการเลี้ยงลูกหอยวัยอ่อนยังต้องพัฒนาอีกมากเพราะหอยหลอดจะฝังตัวในดินปนทราย ซึ่งยากต่อการจัดการ


เมนูอร่อยจากหอยหลอด
 

  
 หอยหลอดสามารถนำมาแปรรูปหรือปรุงเป็นอาหารได้ปลายชนิดเช่นหอยหลอดเสียบไม้ย่าง , หอยหลอดผัดฉ่า หรือหอยหลอด 3 รสซึ่งจากประสบการณ์ในการรับประทานของผู้เรียบเรียง ขอยืนยันว่าอร่อย..เด็ด





   

เอกสารอ้างอิง
- กองบรรณาธิการ. 2545. วิชาการงานวิจัย : สพช.สมุทรสงครามเจ๋งเพาะหอยหลอดสำเร็จรายแรก.คัมภีร์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ : ปีที่ 1 ฉบับที่ 7, หน้า 43-48.
- วรรณเพ็ญ, ฤทธิกร และนพดล. 2545. การทดลองเพาะพันธุ์หอยหลอด Solen regularis Dunlcer,1861. เอกสารวิชาการฉบับที่ 19/2545 สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง 
จังหวัดสมุทรสงคราม. กองเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง กรมประมง. 10 หน้า.
- ศุภชัย นิลวานิช. 2545. รายงานพิเศษ หอยเศรษฐกิจ : เพาะหอยหลอดงานวิจัยเพื่ออนุรักษ์ และการค้า. มติชนบท เทคโนโลยีชาวบ้าน : ปีที่ 14 ฉบับที่ 288, หน้า 65-67